การเสาะแสวงหาอาจารย์ผู้รู้แจ้งของท่านอนุตราจารย์ชิงไห่ที่สามารถแสดงให้ท่านเห็นหนทางโดยตรงที่สุดเพื่อไปสู่พระเจ้า ทำให้ท่านต้องเดินทางไปมากกว่า 30 ประเทศในระยะเวลาประมาณ 7 ปี ท่านได้เยี่ยมสถานที่และอาศรมที่สำคัญทางจิตวิญญาณมากมาย โดยหวังอยู่เสมอว่าจะได้พบมหาอาจารย์ซึ่งบางทีท่านจะได้ตระหนักอยู่ภายในว่ากำลังรอท่านอยู่
ในที่สุดท่านก็ได้มาถึงอินเดีย แผ่นดินซึ่งมีมหาอาจารย์ยิ่งใหญ่มากมายนับเป็นศตวรรษ เมื่อพูดถึงการเดินทางของท่านในดินแดนที่ลี้ลับนี้ ท่านอนุตราจารย์ชิงไห่ก็ให้ความเห็นว่า “มีผู้บำเพ็ญทางจิตวิญญาณในอินเดียมากมาย ซึ่งกินวันละมื้อเดียวเท่านั้น พวกเขาบำเพ็ญธรรมวิถีมากมาย แทนที่จะเป็นธรรมวิถีที่เลือกสรรแล้วธรรมวิถีเดียว พวกเขาไม่มีบ้านอยู่เป็นหลักแหล่ง พวกเขาเดินเท้าไปทุกหนแห่ง เพื่อสืบแสวงมหาอาจารย์และหนทางการบำเพ็ญ พวกเขาไม่ได้นั่งสมาธิสั้นๆ เพียงแค่ 1 นาที คุณคงจะจินตนาการออกได้พลังภายในของพวกเขานั้นเยี่ยมแค่ไหน พวกเขาบางคนสามารถเดินลุยไฟโดยไม่ไหม้ อย่างไรก็ตามเรื่องเช่นนี้ เป็นแค่ชั้นเชิงเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งไม่สามารถนำไปสู่ระดับสูงสุดได้ การได้รับปัญญาและการหลุดพ้นนั้นสำคัญมากกว่า เรามีพลังทียิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ ถ้าเราบำเพ็ญอย่างดี และมีศรัทธาเต็มที่ในตัวเราไม่มีอะไรที่เกินเอื้อม
ศรัทธาของท่านการอุทิศอย่างไม่มีตัวตนที่จะรับใช้ผู้อื่นได้ปรากฏให้เห็นเด่นชัด เมื่อท่านได้บรรยายถึงการใช้เวลาของท่าน ณ อาศรมแห่งหนึ่งในหลายๆ อาศรม ที่ท่านได้เยี่ยมเยือน “เมื่อฉันมีเวลา ฉันทำทุกอย่างที่จำเป็นจะต้องทำ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ไม่ชอบงานบ้าน ล้างจานและขัดพื้น ฉันก็ทำงานเหล่านี้ แม้เจ้าหน้าที่อย่างพวกเราปกติจะได้รับการยกเว้นจากงานใช้แรงงาน ฉันเป็นคนทำงานเร็ว และถ้าฉันได้พบข้าวของโปรยไปทั่วทุกแห่งเมื่อฉันทำงานในสำนักงานเสร็จ ฉันก็จะรีบทำความสะอาดทันที เพราะฉันไม่ชอบความไม่เรียบร้อย ฉันรู้ว่าจะจัดของให้เข้าที่เข้าทางอย่างไร ฉันจึงทำมันได้อย่างรวดเร็วมาก”
“ยิ่งเราทำงานเราก็ยิ่งรู้แจ้งมากขึ้น พูดอย่างเปิดเผยมันเป็นงานที่ยิ่งใหญ่สำหรับฉันที่ได้ขัดบันไดและพื้นในอินเดีย ฉันพูดกับตัวฉันอย่างร่าเริงว่า โอ ฉันรู้สึกเป็นเกียรติมากที่มีโอกาสได้ทำความสะอาดบันไดให้นักบุญเหล่านี้ เท้าของพวกเขาได้เดินผ่านที่แห่งนี้ทุกวัน มันคล้ายกับว่าฉันได้กำลังล้างเท้าของพวกนักบุญ ฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูง ความคิดนี้เป็นความคิดที่เกิดขึ้นมาเอง ไม่มีใครสอนฉันในเรื่องนั้น เพียงแค่การล้างบันไดที่เหยียบย่ำโดยลูกศิษย์ก็พอเพียงที่จะทำให้ฉันรู้สึกมีเกียรติมาก ฉันจะยิ่งรู้สึกเป็นเกียรติมากขึ้นสักเท่าไร ถ้าฉันได้รู้สึกว่ามันเป็นบันไดที่เคยใช้โดยมหาอาจารย์ มันจะเป็นการดีกว่าสำหรับเราที่จะทำงานโดยปราศจากเงื่อนไข รับใช้ผู้อื่นแล้วเธอก็จะได้ทุกอย่าง”
“ในช่วงเวลาที่ฉันอยู่ในอาศรม ฉันไม่เคยติดสอยห้อยตามมหาอาจารย์ผู้รู้แจ้งหรือขอให้เขามองดูฉันในขณะที่ฉันทำงาน ฉันเพียงแต่รับใช้เท่านั้น ฉันเพียงแต่ขัดถูขั้นบันได ทำความสะอาดพื้น รดน้ำต้นไม้และทำสิ่งต่างๆ ที่ไม่มีใครต้องการทำ ฉันล้างภาชนะที่ใช้กินเพราะมันเป็นสิ่งสุดท้าย ซึ่งคนต้องการที่จะทำหลังจากอาหารในแต่ละมื้อ ภาชนะที่ใช้กินและใช้ทำอาหารกองสุมกันเหมือนภูเขา แม้กระนั้นฉันก็รู้สึกมีความสุขในการล้างมันทุกวัน”
