เมื่อก่อนฉันไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันเป็นในตอนนี้
ฉันต้องบอกความจริงกับพวกคุณว่าไม่มีใครเกิดมาเป็นนักบุญตั้งแต่แรก เมื่อเรากำเนิดในโลกของมายาโลกแห่งภาพลวงตา เราต้องผ่านกระบวนการทั้งหมดของการเป็นมนุษย์ เราต้องกลับมาเป็นผู้ไม่รู้ต้องทนทุกข์กับความปรารถนาอันลวงตาและผิดหวังเมื่อต้องเผชิญกับความไม่สมหวัง จนกระทั่งวันหนึ่งเรารู้สึกว่าพอแล้ว และบอกกับตัวเองว่า “โอเค! อะไรที่เรามีเราก็มี อะไรที่ไม่มีก็ช่างมันเถอะ” นั่นคือช่วงเวลาที่เราหลุดพ้นโดยสมบูรณ์ เราได้ปลดปล่อยตัวเองจากปัญหาต่างๆ ที่เราสร้างขึ้นเอง ปลดปล่อยจากคุกที่เราขังตัวเองไว้รวมถึงอคติที่เราถูกปลูกฝังมาเกี่ยวกับตัวตนของเรา
แน่นอนว่าก่อนรู้แจ้งฉันก็มีความคิดตัดสินผู้คน ฉันมีทั้งความชอบและไม่ชอบเกี่ยวกับวิธีที่ผู้อื่นควรดำเนินชีวิต ฉันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ในโลก แม้ว่ามันจะไม่เกี่ยวข้องกับฉัน ไม่ได้ทำร้ายฉันและไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับฉันเลยก็ตาม ฉันยังคงพยายามวิจารณ์หรือพยายามแก้ไขสิ่งต่างๆ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเราวุ่นวาย แต่หลังจากที่ฉันเหนื่อยล้ากับการวิจารณ์โลกและพยายามทำให้ทุกคนถูกต้อง ฉันก็ตระหนักว่า ตัวฉันเองต่างหากที่ต้องปรับปรุง แล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี
ฉันก็เคยมีอคติในใจ
ก่อนหน้านี้ ฉันเคยมีความคิดที่ยึดติดกับบางสิ่ง และแม้หลังจากรู้แจ้งแล้วฉันก็ยังมีอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้มันมากมา แต่หลังจากรู้แจ้งไปบ้างแล้วอคติในใจก็ลดลงเรื่อยๆ และลดลงทุกวัน พระเจ้าทำให้ฉันถ่อมตนมากขึ้นทุกวันจนกระทั่งฉันไม่มีความคิดของตัวเองเหลืออยู่เลย นอกจาก ความคิดของพระเจ้า ฉันต้องทำในสิ่งที่พระองค์ต้องการโดยสมบูรณ์ และก็เหมือนกับพวกคุณฉันต้องเรียนรู้ผ่านความผิดพลาด
ก่อนรู้แจ้งฉันนอนกับพระคัมภีร์ทุกคืน
ทุกครั้งที่ฉันมีปัญหาฉันจะเปิดดูพระคัมภีร์เสมอ ถ้าไม่มีมันฉันนอนไม่หลับเลย บางครั้งฉันก็สลับกันอ่านตอนเช้าฉันจะอ่านพระสูตรของพระพุทธเจ้า ซึ่งช่วยปลอบโยนฉันและบางครั้งทำให้ฉันเข้าสู่สภาวะปีติสุข มันช่วยได้จริงๆ ถ้า
คำถามจากผู้ฟัง
ถ: ท่านอาจารย์เป็นอย่างไรบ้าง? ฉันเชื่อว่าก่อนที่ท่านจะเข้าถึงสัจธรรมท่านต้องผ่านบททดสอบมากมายอันยากลำบาก ท่านช่วยเล่าให้เราฟังได้ไหมว่าเวลาที่เผชิญกับความยากลำบาก ความเศร้า หรือความสิ้นหวัง ท่านมีวิธีปลดปล่อยตัวเองจากความรู้สึกเหล่านั้นอย่างไร เพื่อให้ยังคงดำเนินชีวิตด้วยความมุ่งมั่นในเส้นทางจิตวิญญาณต่อไป?
ต: มีบททดสอบมากมาย! ไม่มีใครรอดพ้นจากการทดสอบไปได้ บางครั้งการทดสอบก็ดูไร้สาระ บางครั้งมันรุนแรง บางครั้งโหดร้าย บางครั้งมันทำให้คุณอยากตาย แต่ไม่ว่าฉันจะอยู่ในสถานการณ์ใด ฉันจะเฝ้าสังเกตตัวเองอย่างละเอียดและบอกกับตัวเองว่า “โอ้! วันนี้เธออารมณ์ไม่ดีเธออยากร้องไห้งั้นก็ร้องไห้ไปเลย! “วันนี้เธอรู้สึกแย่มากก็ปล่อยให้มันเป็นไป พรุ่งนี้มันจะต้องเปลี่ยนไปแน่นอน ฉันมั่นใจว่าพรุ่งนี้จะไม่เหมือนวันนี้!”
นี่เป็นเรื่องธรรมดาไม่ว่าจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรมทางจิตวิญญาณหรือไม่ก็ตาม ตั้งแต่เกิดมาเราไม่เคยมีวันไหนที่เหมือนกันเลย หากวันนี้แย่พรุ่งนี้ต้องดีขึ้น ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่ดีขึ้นอีกวันต่อไปต้องดีขึ้นแน่ๆ
มันอาจจะฝนตกวันนี้แต่พรุ่งนี้จะมีแสงแดด นี่เป็นสิ่งที่เราเข้าใจได้จากการสังเกตธรรมชาติ ดังนั้น เราไม่ควรยึดติดอยู่กับสถานการณ์ใดๆ แล้วซ่อนตัวอยู่กับมัน
ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ไม่เป็นไร เราแค่ดำเนินชีวิตต่อไป มันเป็นเพียงอารมณ์หนึ่งเท่านั้นและอารมณ์ของเราก็เปลี่ยนแปลงทุกวัน ไม่ว่าจะดีขึ้นหรือแย่ลงฉันแค่ยอมรับมันตามที่เป็น เมื่อความเจ็บปวดมาฉันก็รู้สึกถึงมัน เมื่อความสุขมาฉันก็สัมผัสถึงมัน ฉันไม่ใช่คนไร้ความรู้สึก เมื่อความเจ็บปวดมาก็ปล่อยให้มันเป็นไป ฉันบอกกับตัวเองว่า “โอเค! วันนี้เป็นแบบนี้ พรุ่งนี้ฉันจะมีความสุขขึ้นแน่นอน” แค่นั้นเองและคุณก็ควรจำไว้เช่นกัน
ที่สำคัญ ในช่วงเวลาที่เจ็บปวดที่สุด อย่าจมอยู่กับมัน แต่ให้ถามตัวเองว่า “ทำไมฉันถึงรู้สึกเจ็บปวดแบบนี้?” สังเกตและเรียนรู้จากมัน ทุกสถานการณ์ล้วนเป็นบทเรียน หากคุณสังเกตอย่างชัดเจน คุณจะพบว่าทุกสิ่งเป็นโอกาสแห่งการเรียนรู้ และเมื่อคุณตระหนักถึงมันคุณจะรู้แจ้งและมีความสุขในวันพรุ่งนี้
จงใช้ ปัญญา (Buddhi) ทำความเข้าใจความทุกข์และอย่าปล่อยให้มันผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์
