ถ: ฉันสังเกตว่ามีอาจารย์ทางจิตวิญญาณหลายท่านที่มีอารมณ์ขันมาก ความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์ขันกับการปฏิบัติทางจิตวิญญาณคืออะไร?
ต: อ้อ ฉันเข้าใจแล้ว ฉันคิดว่าพวกท่านคงรู้สึกมีความสุข ผ่อนคลาย และเบาสบายเกี่ยวกับทุกสิ่ง และสามารถหัวเราะกับตัวเอง หัวเราะกับผู้อื่น หรือหัวเราะกับเรื่องไร้สาระในชีวิตนี้ได้ ขณะที่ผู้คนจำนวนมากยึดติดและจริงจังกับมันมากเกินไป เมื่อเราปฏิบัติธรรมไปสักระยะ เราก็จะรู้สึกผ่อนคลายขึ้น เราจะไม่รู้สึกจริงจังมากอีกต่อไป ถ้าพรุ่งนี้เราตาย เราก็ตาย ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่เราก็อยู่ต่อไป ถ้าเราสูญเสียทุกสิ่งเราก็แค่สูญเสีย ถ้าเรามีทุกสิ่งเราก็มีแค่นั้น
ใช่แล้ว! หลังจากรู้แจ้ง เรามีปัญญาและความสามารถเพียงพอที่จะดูแลตัวเองในทุกสถานการณ์ ดังนั้น เราไม่กลัวอะไรอีกต่อไป เราหมดความกลัว หมดความวิตกกังวล นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เรารู้สึกผ่อนคลาย เรารู้สึกปล่อยวางจากโลกนี้ ไม่ว่าเราจะได้รับหรือสูญเสียสิ่งใดมันก็ไม่ได้มีความหมายมากนักอีกต่อไป
ถ้าเราได้รับสิ่งต่างๆ มากมายก็เพื่อประโยชน์ของผู้อื่นเราก็แบ่งปัน ถ้าเพื่อประโยชน์ของคนที่เรารักเราก็ให้ไป แต่ถ้าไม่ใช เราก็ไม่ได้ยึดถือว่าตัวเองหรือชีวิตของเราสำคัญขนาดที่ต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อรักษามันไว้ ถ้าเรารักษามันไว้ได้ก็ดี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องนั่งหรือนอนอยู่บนเตียงตะปูทั้งวันแล้วทำสมาธิ
เรา ทำงาน นะ เข้าใจไหม? อย่างเช่น ฉันก็ยังทำงาน! ฉันทำงานศิลปะและงานฝีมือเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง ดังนั้น ฉันไม่จำเป็นต้องรับเงินบริจาคจากใคร และแม้ว่าฉันจะมีรายได้มากมายฉันก็สามารถช่วยเหลือผู้คนได้ ฉันสามารถช่วยผู้ลี้ภัย ช่วยเหยื่อภัยพิบัติ และอื่นๆ ได้
ทำไมเราถึงไม่ควรทำงานล่ะ? เรามีความสามารถและพรสวรรค์มากมาย และหลังจากรู้แจ้งชีวิตก็ง่ายขึ้นมากจนเราไม่จำเป็นต้องกังวลอะไร เราผ่อนคลายโดยธรรมชาติ และนั่นเองคือที่มาของอารมณ์ขัน ฉันเดาว่ามันเป็นแบบนั้นนะ แล้วคุณคิดว่าฉันมีอารมณ์ขันไหม?
(ผู้ฟัง: ใช่!) (เสียงหัวเราะและเสียงปรบมือ)ใช่ (ท่านอาจารย์หัวเราะ) งั้นบางที… ฉันคงเป็นอาจารย์ประเภทใดประเภทหนึ่งสินะ? (เสียงหัวเราะ) โอเค (ท่านอาจารย์หัวเราะ) ขอให้เป็นเช่นนั้นเถอะ เพื่อประโยชน์ของพวกคุณ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาฟังคนที่ยังไม่รู้แจ้งเป็นเวลาสองชั่วโมง (หัวเราะ)
